Tuesday, February 13, 2007

Web Application

Web Application

เว็บ แอพพลิเคชั่น คือ การพัฒนาระบบงานบนเว็บ ซึ่งมีข้อดีคือ
ข้อมูลต่าง ๆ ในระบบมีการไหลเวียนในแบบ Online ทั้งแบบ Local (ภายในวง LAN) และ Global (ออกไปยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ต) ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการข้อมูลแบบ Real Time ระบบมีประสิทธิภาพ แต่ใช้งานง่าย เหมือนกับท่านทำกำลังท่องเว็บ ระบบงานที่พัฒนาขึ้นมาจะตรงกับความต้องการกับหน่วยงาน หรือห้างร้านมากที่สุด ไม่เหมือนกับโปรแกรมสำเร็จรูปทั่วไป ที่มักจะจัดทำระบบในแบบกว้าง ๆ ซึ่งมักจะไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง ระบบสามารถโต้ตอบกับลูกค้า หรือผู้ใช้บริการแบบ Real Time ทำให้เกิดความประทับใจ เครื่องที่ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น
ตัวอย่างระบบงานที่เหมาะกับเว็บ แอพพลิเคชั่น เช่น
ระบบการจองสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เช่น การจองที่พัก การจองโปรแกรมทัวร์ การจองแผ่น CD-DVD ฯลฯ ระบบงานบุคลากร ระบบงานแผนการตลาด ระบบการสั่งซื้อแบบพิเศษ ระบบงานในโรงเรียน เช่น ระบบงานวัดและประเมินผล ระบบงานปกครอง ระบบงานห้องสมุด ระบบการลงทะเบียน เช็คเกรด ฯลฯ ระบบงานอื่น ๆ ที่ต้องการนำข้อมูลมา Online
ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บ แอพพลิเคชั่น ปกติจะใช้วิธีการคำนวณจากขอบเขตของระบบงาน และปริมาณของข้อมูลที่ไหลเวียนในระบบ รวมถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ ซึ่งทางเว็บ โปรแกรมเมอร์จะคำนวณราคาออกเป็นงาน ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต่อไปนี้รวมกัน
ค่าจัดทำระบบงาน ค่าชื่อโดเมน และ Web Hosting (ในกรณีจะนำระบบออกทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต) ค่าบริการหลังการขาย ค่า Hardware และอุปกรณ์ด้านเครือข่าย เพิ่มเติม อื่น ๆ
เว็บเซอวิส คือ Web Application ยุคใหม่ ที่ประกอบด้วยส่วนย่อยๆมีความสมบูรณ์ในตัวเอง สามารถติดตั้ง ค้นหา เริ่มทำงานได้ผ่านเว็บ Web Service สามารถทำอะไรก็ได้ตั้งแต่งานง่ายๆ เช่นดึงข้อมูล จนถึงกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน เมื่อ Web Service ตัวใดตัวหนึ่งเริ่มทำงาน Web Service ตัวอื่นก็สามารถรับรู้และเริ่มทำงานได้อีกด้วย
หลายคนอาจจะถามว่าทำไมต้องเป็น Web เพราะเรามี Middle Ware อื่นๆมากมายเช่น RMI Jini CORBA DCOM ฯลฯ แม้ Middle Ware เหล่านี้จะสามารถรองรับได้ แต่ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่เด่นจริง แต่ในเมื่อ Web มีจุดเด่นในเรื่องของการให้บริการข้อมูลที่สะดวก ใช้งานง่าย จึงกลายเป็นตัวประสาน Middle Ware ต่างๆ เข้าด้วยกันซึ่งจะให้คุยกันเองคงยากยิ่ง Web ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ Middle Ware เหล่านี้สามารถคุยกันได้ และมีประสิทธิภาพกว่าวิธีการเดิมๆ มาก
หากเรามองจากกรณีของ n-tier application จะพบว่า web service คือกลไกในการเข้าถึงบริการที่แต่ละ Middle Ware ให้บริการ การเข้าถึงจะอาศัย Listener และส่วนประกอบที่ระบุถึงบริการต่างๆ ที่รองรับการทำงาน โดยการทำงานจริงๆ นั้นก็ใช้วิธีการปกติของ Middle Ware นั้นๆ

Wednesday, November 29, 2006

HUB

HUB

ในสมัยแรกที่นำมีการ Ethernet LANs มาใช้งานนั้น ความเชื่อถือได้ของระบบขึ้นกับคุณภาพของสายหรือ physical characteristics ของที่ใช้ในการส่งสัญญาณภายในเครือข่าย(ปกติเป็น coaxial cable)ต่อมาได้มีการพัฒนา Ethernet เทคโนโลยีใหม่ และได้มีการ cable ชนิดใหม่มาใช้งาน แต่เนื่อง cable ชนิดใหม่นี้ไม่สามารถต่อโดยตรงเข้ากับ coaxial cable ที่ถูกนำมาใช้งานแต่เดิมได้ จึงได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ต่อเชื่อชนิดใหม่เรียกกันว่า HUBS ขึ้น HUBS แบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ
Passive HUB
Passive HUB คือ HUB ที่ใช้สำหรับการต่อ LAN หลายๆ segments เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ แต่ไม่ได้มีการขยายสัญญาณใดๆ หรือสร้างสัญญาณใดๆขึ้นมาใหม่ กล่าวคือ ไม่มีความสามารถในด้าน Repeater function ใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น HUB ชนิดนี้ในขณะนำมาใช้งานเราไม่จำเป็นต้องทำการจ่ายกำลังงานไฟฟ้าให้แก่ตัว HUB
Active HUB
การทำงานจะคล้ายๆกับ passive HUB แต่ได้มีการเพิ่มเติมหน้าที่หรือ function ในการขยายเพื่อส่งไปยัง segments ทั้งหลาย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ active HUB เป็น HUB ที่มีความสามารถด้าน Repeater function ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว HUB ชนิดนี้ในขณะใช้งานจะต้องมีการจ่ายกำลังงานไฟฟ้าให้แก่ตัว HUB ด้วย
Intelligent HUB
เป็น HUB ที่ทำหน้าที่เพียงการส่งสัญญาณผ่านไปยัง segment อื่นๆ เมื่อมีการร้องขอจากอุปกรณ์เฉพาะ โดยสาเหตุนี้มันจึงได้ชื่อว่า inlelligent HUB
ปัจจุบัน Hubs ได้รับความนิยมในการนำไปใช้งานอย่าแพร่หลาย มันช่วยให้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันสามารถ
นำมาต่อใช้งานร่วมกันได้

ฮับ (HUB) ฮับทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆเข้าด้วยกัน ลักษณะภายนอกของตัวฮับประกอบด้วยพอร์ต RJ-45 (ฮับบางรุ่นจะมีพอร์ตไฟเบอร์ด้วย) ซึ่งจะใช้เป็นจุดต่อสายสัญญาณไปยังแลนการ์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆบนระบบ ความเร็วการรับส่งข้อมูลของฮับมีตั้งแต่ 10 Mbps และ 100 Mbps ฮับขนาดเล็ก (Small HUB)ฮับขนาดเล็กจะมีจำนวนพอร์ต RJ-45 ประมาณ 4,5,8 ,12 และ 16 พอร์ตแล้วแต่รุ่น ฮับขนาดเล็กนี้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบเครือข่ายขนาดเล็กที่มีเครือจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มากประมาณ 3 -16 เครื่อ

ฮับขนาดเล็กแบบ 8 และ 16 พอร์ต RJ-45
ฮับขนาดใหญ่ (Rack mount HUB)ฮับขนาดใหญ่หรือเรียกอีกอย่างว่า "แร็คเม้าส์ฮับ " มีขนาดความกว้าง 19 นิ้ว สามารถนำไปติดตั้งในตู้แร็คขนาดมาตรฐานได้ จำนวนพอร์ต RJ-45 ก็มากขึ้น มีตั้งแต่ 12,16,24 ถึง 48 พอร์ต ฮับประเภทนี้เหมาะสำหรับใช้งานในระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีเครื่องคอมพิว
เตอร์จำนวนมากประมาณ 12 เครื่องขึ้นไป ฮับขนาดใหญ่บางรุ่นจะมีพอร์ตไฟเบอร์ หรือมีสล๊อตใส่ไฟเบอร์มอดูล (Fiber Module) สำหรับใช้เชื่อมโยงอุปกรณ์ผ่านใยแก้วนำแสง
ฮับขนาดใหญ่แบบ 16 พอร์ต และ 24 พอร์ต RJ-45

ไฟเบอร์มอดูลแบบ ST และแบบSC
ตู้RACK ขนาดความกว้างมาตรฐาน 19 นิ้ว



ฮับทำงานอย่างไร ?ลักษณะการทำงานของฮับ "ฮับเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานแบบไม่คิดอะไรมาก รับข้อมูลอะไรเข้ามาก็ส่งข้อมูลนั้นแพร่กระจาย (Broadcast) ออกไปยังทุกๆพอร์ตโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางของผู้รับว่าอยู่ที่ใด ผู้ส่งจะส่งข้อมูลผ่านฮับไปยังผู้รับแบบแชร์เส้นทางกันหรือที่เรียกว่าเป็นการแชร์แบนด์วิดท์ (Bandwidth) นั้นเอง " ดังรูปด้านล่างเพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการจำลองการรับส่งข้อมูลบนระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆผ่านฮับ สมมุติว่า PC1 ต้องการส่งข้อมูลไปยัง Server และ PC2 ต้องการส่งข้อมูลไปพิมพ์ยัง Network Printer

PC1 เริ่มส่งข้อมูลไปยัง Server ข้อมูลต่างๆที่ส่งออกมาจาก PC1 ถูกลำเลียงผ่านสายสัญญาณจนไปถึงฮับ



เมื่อฮับรับข้อมูลเข้ามาแล้วก็จะส่งข้อมูลเหล่านั้นแพร่กระจายออกไปยังทุกพอร์ตที่ตนเองมีอยู่ ข้อมูลถูกลำเลียงผ่าน สายสัญญาณไปยังอุปกรณ์ทุกๆตัว

Server ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลก็จะได้รับข้อมูลที่ PC1 ส่งมาให้แล้วข้อมูลนำไปประมวลผล และในขณะเดียวกันนั้นอุปกรณ์ อื่นๆก็ได้รับข้อมูลนั้นด้วยเช่นกันแต่จะไม่นำข้อมูลไปประมวลผลเนื่องจากไม่ใช่ข้อมูลของตนเอง (ตรวจสอบจาก Mac Address ผู้รับใน Frame ข้อมูล)
คุณสมบัติของระบบเครือข่ายอีเธอร์เน็ตแลนที่ใช้ฮับ